Thursday, October 22, 2009

กาลเวลา....กรรม....และลมหายใจ


จากวันนั้นถึงวันนี้....ชีวิตฉัน ฉันยังไม่เข้าใจ
นาทีนี้ขอคิดแบบพระพุทธ
"ชีวิตฉันมีเวลาเพราะมีกรรม
กาลเวลาทำให้ฉันสร้างกรรมไว้
ลมหายใจหน้าจะมีไหมขึ้นอยู่กับกรรมก่อน และกรรมนี้ แต่คงไม่กรรมหน้า"

แม้จะคิดอย่างนั้นปลอบใจได้นาทีหนึ่ง แต่จริงๆทุกวันล้วนไม่เหมือน...ไม่ทันคิดก่อนจะคิด...ไม่ทันทำ เขาว่าเวลาสายเกินไป...

เริ่มวันนี้ยามเย็นย่อมไม่สาย....แม้อาทิตย์ลับฟ้าแล้ว แต่เจ้าจันทร์เจ้ายังคงให้แสงฉัน....จะเดินทางเรียนรู้สลับผลัดเปลี่ยนกับเธอทั้งสองอาทิตย์-จันทร์...แล้วสักวันมื่อหมดสภาพของผู้ตาม จะกลับบ้านไปสร้างคนเป็นผู้นำ ไม่สร้างตามให้เดินลู่ตามผู้นำ เราจะเคียงข้างสร้างกรรมให้สวยงาม เพื่อต้นไม้ดอกไม้บ้านดอยมีโอกาสบาน สงกลิ่นหอมให้ผีเสื้อหนอนน้อยเราได้เรียนรู้ ...เพื่อพรุ่งนี้ลูกฉัน หลานเธอ และเหลนย่า จะได้มีชีวิตผาสุกอยู่กับดอย....

Monday, June 29, 2009

เพื่อนที่อินเดียเขาคิดไงกับเรา


ความเป็นม้งมาอยู่กับฉันที่นี่ได้สามปีเต็มๆ แต่เพื่อนๆคนอินเดียส่วนใหญ่คิดไปเองว่าฉันมาจากรัฐมานีปูร์(Manipur)อัสสาม และมีโซราม(Mizoram) หรือไปไม่ก็จะเป็นคนเนปาลี(เนปาล)สามปีที่นี่รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจที่อยู่ที่นี่ แต่สงสัยพฤติกรรมหรือบุคลิกของเราแปลกจากคนเหล่านั้นหรือเปล่า ทำไมเราไปไหนๆ ก็จะมีแต่คนขึ้นค่าแท็กซี่ ขึ้นราคาของ และขอแต่เหรียญต่างชาติสะสม แถมขอเงินดอลล่าร์เป็นที่ระลึก(ไม่มีสักกะดอล)แต่กับคนไทยแล้ว เขาก็คิดว่าเราเป็นคนไทย จนกระทั่งเราแต่งตัวไปร่วมงานวันสำคัญของสถานกงสุลที่เมืองกัลกาต้าครั้งหนึ่ง มีคุณป้าท่านหนึ่งทักว่า "นี่ เด็กแม้วเพิ่งลงดอยมาเหรอ" ฉันตอบพร้อมๆกับรอยยิ้มว่า"ใช่ เด็กแม้ว!!...แต่ลงจากดอยมานานแล้ว"

เคยแต่งตัวในชุดม้งไปงานเลี้ยงส่งรุ่นของวิทยาลัยครั้งหนึ่ง เป็นที่แปลกตาและแปลกใขสำหรับผู้มาร่วมงาน แต่ละคนล้วนแต่มีคำถามให้ฉันตอบ พวกเขารู้เพียงว่าฉันเป็นคนไทย แต่ไม่รู้ว่าเชื้อสายอะไร วันนั้นทุกคนเลยเข้าใจผิดว่า นั่นคือชุดไทย...แต่แล้ว เมื่อฉันและเพื่อนรุ่นน้องสองคนช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้อง...พวกเราเลยรอดมาได้ เลยกลายเป็นทูตวัฒนธรรมไปโดยปริยาย

หลายๆครั้งที่เพื่อนได้ยินฉันสนทนากับคนที่บ้าน และเพื่อนๆม้งที่นี่ พวกเขาให้ความเห็นว่า"ภาษาคล้ายๆภาษาจีนเลย" ฉันก็เลยสนับสนุนทษฏีนี้ใหญ่เลยว่า"ใช่ๆ ก็มีนะบางคำเหมือนกันเลย เช่นคำว่า มะละกอ,เตาสามขา,กษิตริย์ แล้วก็...เออ..จำไม่ได้แล้ว" ไม่รู้เราไปเอาของเขามา หรือว่าเขาเอาของเรามากันแน่...แต่ฉันวัดความรู้สึกเพื่อนแล้ว เพื่อนก็ยังเข้าใจว่า เราม้งยังไม่ใช่ชาวเรา ยังคงเป็นชาวเขา

ไม่นานมานี้ ขณะที่ฉันกำลังปักผ้าอยู่ มีเพื่อนๆสองคนมาอยู่กับฉัน เพื่อนคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งถามว่า"เรนแล้วที่บ้านเนี่ย มีหัวหน้าเผ่าอ่ะป่ะ?" ขณะนั้นหน้าฉันงง จนเหมือนเครื่องหมายคำถามว่า" เธอ..ไปอยู่ไหนมาเนี่ย? พวกเราไม่ใช่เป็นเผ่าๆที่มีหัวหน้าเผ่าอย่างพวกลูซูในหนังสืออ่านนอกเวลาที่เราเรียนมาในเรื่อง"ฟ้าลั่น"นะ" ดูเหมือนเพื่อนคนนี้จะรับรู้คำตอบจากสีหน้าฉัน แล้วแกก็เลยเล่นเกมขายของใน Facebook ต่อ

สักพักฉันก็เลยบอกไปว่า"พวกเราน่ะจีนดั้งเดิม ส่วนพวกเธอน่ะจีนสมัยนี้อ่ะ เข้าใจป่าว?"
ฉันบอกอย่างนั้นไป โดยไม่รู้ว่าเขาได้รับรู้สิ่งที่ฉันเอ่ยไปหรือเปล่า หรือถ้าเขาได้ยิน เขาจะยอมรับในสิ่งที่ฉันพูดออกไปหรือเปล่า
...ฉันเองก็ยังไม่่ได้มั่นใจกับคำตอบของตัวเองเลย

วันนั้นไปเยี่ยมพี่ชายที่อยู่อีกอำเภอหนึ่ง อาหารเที่ยงพี่เขามีไก่บ้านสองตัว จะทำเป็นอาหารเลี้ยงฉัน ตั้งหม้อใส่น้ำ สับไก่เทลงหม้อ ทุบพริกไทย(พริกอินเดีย)ใส่ แล้วลิ้นของแต่ละคนก็รับรสออกมาว่า "อร่อย ชื่นใจจังเลย อากหารไทยหรือลาวหรอ?" เพราะพี่ม้งคนนั้นมาจากประเทศลาว ฉันมาจากไทย เราช่วยกันทำ...ฉันและพี่ม้งก็มองตากัน ในฐานะที่ฉันต้ม ฉันก็เลยตอบไปว่า"อาหารม้ง!!" พวกเขางงเป็นไก่ตาแตก

ฉันเลยไม่แน่ใจว่าตลอดระยะเวลาที่พี่ม้งคนนั้นอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่าเพื่อนเวียดนาม พม่า ภูฐาน และบรูไนรู้หรือเปล่าว่า"เขาคือม้ง"
น่าจะรู้อยู่นะ...เพราะมีเพลงม้งเพราะๆดังเป็นระยะๆจากห้องพักของพี่ม้งคนนั้น

Thursday, June 18, 2009

ชีวิตติดห่วง




งุนงงกับชีวิตตัวเองเหมือนกัน
อยู่ๆก็เจอสิ่งดีๆ
อยู่ๆสิ่งไม่ดีก็เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

หากมองอย่างไม่คิดอะไรเลย ก็คงจะคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคไม่ไดีหากเจอสิ่งไม่ดี
ตัวเองเป็นคนโชชคดีหากเจอเรื่องที่ดี



แต่อย่างไรก็ตามทั้งสิ่งดีและไม่ดี มีจุดจบสิ้นของมันเสมอ
เมื่อมันถึงจุดที่ดีที่สุด ความสุขก็จะค่อยๆถอยลง
เมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่ดีมากที่สุดมาแล้ว ก็คงจะคลายๆลงบ้างหลังจากนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของการเกี่ยวโยงของมนุษย์และธรรมชาติ
เพราะธรรมชาติกำหนดชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเดินทางเลยต่างกัน

ฉันเชื่ออย่างยิ่งว่า การพบเจอผู้คนแต่ละคนในแต่ละแห่งเป็นเรื่องของห่วงโซ่ชีวิตที่ถูกผูกกัน....
นับวันหากแก้ห่วงโซ่นี้เรีบยร้อย ธรรมชาติของแต่ละคนก็จะตามแก้ห่วงอื่นๆอีกต่อไป...
เราทุกคนเพียงทำการอย่างนี้ไปวันๆ แค่นั้นเอง...หากเป็นเด็กก็คงเป็นการแก้ห่วงที่เกี่ยวกับเพื่อนๆของตัวเองเป็นส่วนใหญ่
หากเป็นหนุ่มสาวก็ตามแก้ห่วงของการค้นหาใครสักคนหนึ่ง...
ผู้ใหญ่ก็คงอยู่ในเรื่องของผู้ร่วมงาน และร่วมชีวิต....

สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปเยือนสถานที่แห่งอนุสรณ์แห่งความรักที่ไม่สมหวัง ทาชมาฮาล ยิ่งสะเทือนใจตัวเองว่าวันนี้เราเป็นอย่างนี้จริงๆด้วย ถึงมาถึงสถานที่ที่เป็นอย่างนี้ สถานที่อาจจะสวยงานมากจนชวนให้เราคิดหวนคำนึงถึงใครบางคนที่น่าจะมารู้ มาเห็นกับเรา อยากจะบอกว่า...แม้เราจะไม่มีคนรักเหมือนคนอื่น แต่เราก็ยังมีความรักให้ใครต่อใคร การมาเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แสดงถึงความรักที่ยิ่งใหญ่มากอย่างทาชมาฮาล มันชวนให้เราคิดถึงอนุภาพแห่งความรักที่ไม่สิ้นสุด...มองย้อนดูตัวเองกับความรัก แล้วเจอเพียงความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่และพี่น้องเท่านั้นที่สัมผัสได้ด้วยความจริงใจ ฉันเลยเพียงกดสายไปที่บ้าน แล้วบอกทุกคนๆว่าวันนี้ฉันมาทาชมาฮาลคนเดียว แต่จะพาความรักกลับไปให้ทุกคน...ห่วงโซ่รัก เป็นพลังงานพื้นฐานในการขับเคลื่อนชีวิตของฉัน

ตอนนี้เราเป็นสิ่งมีชีวิต มีลมหายใจเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชีวิตแล้ว เราคงไม่ต้องรอแต่จะแก้ห่วงเท่านั้น แต่เราคงต้องเตรียมตัวรอรับห่วงต่อไป นั่นคือ การยอมรับห่วงลมหายใจที่รู้ทั้งรู้ว่ามันจะต้องหายไปสักวัน.....ช่วงเวลาที่เหลือน้อยนิด ไม่รู้กี่นาที กี่วัน กี่เดือน และกี่ปี แต่วันนี้และพรุ่งนี้ฉันจะใช้งานชีวิตให้คุ้มค่าขึ้นนะคะ...เราเกิดมาเพื่อเป็นนายของชีวิตเรานิ ...ใช่ม่า?...เราไม่เป็นนายให้เรา แล้วใครจะมาเป็นเจ้าของของเรา....สู้และเดินทางต่อไปอย่างมีความสุข...เส้น ทางที่เดินขรุขระ แต่เดิน ค่อยๆเดินทีละก้าว ก้าวละนิด สักวันหนึ่งคุณจะเป็นผู้ที่ทำความฝันสำเร็จเอง....วันนี้กลับมาแล้ว กลับมารับกำลังใจจากฟากฟ้า กำลังใจจากสายฝนอีกครั้งเหมือนครั้งก่อน....

...มีความสุขสวัสดิ์นะคะทุกๆคน...รักษาเนื้อรักษาตัวเป็นคนมีสุขภาพจิตสุขภาพกายที่ดีต่อไปนะ

ด้วยมิตรภาพ

Monday, June 8, 2009

ความเป็นม้งจะคุ้มครองฉันไหม

วันนี้เพื่อนม้งฉันชี้แจงบางอย่างที่ฉันไม่คาดคิด
วันนี้ถูกเพื่อนม้งคนหนึ่งชวนให้ไปเที่ยว...ถ้าไปผิดคำสัญญา
วันนี้เด็กม้งนี้เพิ่งรู้คำตอบของเมื่อสองเดือนที่แล้ว

วันนี้คงจะดำเนินไปด้วยดีเหมือนเมื่อวาน ถ้าฉันไม่รับรู้เรื่องราวข้างบนนี้
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร...ถ้าฉันต้องตื่น ต้องคิด ต้องพูด และต้องไป

วันนี้เตือนใจฉันว่า "แม้เขาจะเป็นม้ง เราจะเป็นม้ง แต่เราก็ยังมีจิตใจที่ไม่ต่างไปจากคนทั่วๆไป" มีคิดดีและไม่ดีธรรมดา...คิดดีก็จะได้ความดีเป็นเพื่อน คิดไม่ดีก็จะได้ความชั่วร้ายเป็นศัครู....ที่ผ่านมาเลือดเนื้อของม้ง จิตวิญาณของความเป็นม้งถูกมัดตีตราหน้าคนม้งแต่ละคนที่ฉันพบเห็นไว้ก่อนเลยว่าเป็นคนดี...วันนี้ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่...ว่า.."ความเป็นม้งด้วยกันไม่ได้คุ้มครองฉันและเธอเสมอไป" ฉะนั้นอย่าวางใจคนง่ายนักล่ะ

เบียด-เผื่อแผ่--->เกิดพร้อมกัน


มีขบวนรถไฟสองขบวนในแต่ละชั่วโมง ขบวนหนึ่งเป็นขบวนไป และอีกขบวนหนึ่งเป็นขบวนมา ทั้งสองขบวนนี้มีฉันเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งในหลายพันคน ที่นั่งมีให้พอนั่งได้สามคนและอีกครึ่งก้น ระหว่างที่นั่งมีที่ยืนให้อีกคนจำนวนสามคนเบียดกัน ช่องผ่านไปมามีคนนับไม่ถ้วนยืนกีดขวางเส้นทางการค้าขายของพ่อค้าขายของกินบนรถไฟ

เส้นทางค่อนข้างยาวไกล...จนฉันได้นั่งสลับกัยได้ยืนเหมือนคนอินเดียทั่วไป หมายความว่า ตอนแรกขึ้นไปไม่มีที่นั่ง แต่พอสักพักคนตรงหน้าเราปวดเมื่อย ก็ให้เรานั่งจองที่ให้แกต่อ พอแกให้เมื่อย เราก็หายอยากนั่ง...เลยสลับๆกันอย่างนี้จนถึงปลายทาง

หนังสือพิมพ์ก็เช่นกัน เจ้าของอ่านเสร็จ..อีกคนหนึ่งต่อ แล้วก็ต่อเรื่อยๆ จนหนังสือพิมพ์บางเล่มหล่นอยู่บนพื้นเป็นขยะไปโดยปริยาย

การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อยู่บนรถไฟในพื้นที่(local train)แต่เป็นครั้งแรกที่เดินทางคนเดียวไปอ.โกลยานิ(Kalyani District) ที่ที่พี่ชายม้งแซ่ย่างคนหนึ่ง และพี่น้องจากประเทศในโซนเอเชียกำลังศึกษาอยู่

Tuesday, June 2, 2009

ไม่ใช่ไม่เข้าใจ แต่ไม่รู้

วันนี้ทั้งไปเที่ยวมาและไปเที่ยวไป....หลงทางแล้วหลงทางอีก
เรามันคนในพื้นที่ แต่จะรู้ไปเสียทุกซอกทุกมุมก็เป็นไปไม่ได้
จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาเนี่ย? ผู้ใหญ่ท่าผู้ดีหลายๆคนต้องมาพึงไอ้เด็กตัวเล็กตัวน้อยนี่หรือ?
แล้วจะรอดไหมเนี่ยเรา?? ร้านอาหารไก่ปิ้งอร่อยๆที่ตลาดใหม่นี้ไม่ได้มีร้านเดียว "ห้องแอร์สองห้อง ไก่ปิงอร่อยๆอยู่ตรงหัวมุม" ข้อมูลแค่นี้ฉันจะไปหาได้ที่ไหนเนี่ย? เข้าซอยนั้นออกซอยนี้จนพวกเค้าหิว...เลยแวะเข้าร้านอาหารติดแอร์ มีอาหารเหมือนร้านที่ฝันไว้ แต่ยังคงมีสีหน้าร้อนๆใจอยู่ ทำให้ฉันลำบากใจมากที่สุดเลย

การทำงานร่วมกับคนอื่นๆในฐานะผู้นำทางมันอึดอัดสักแค่ไหน ก็เพิ่งรู้้ว่าการที่จะสั่งการผู้ใหญ่มันก็ยาก จะทำเองไปเลยมันก็ยังไงๆอยู่ เรียนรู้วันนี้เลยว่า หากต้องทำงานนำเที่ยวผู้ใหญ่และเด็กเที่ยว ขอลาพักงานนี้ไปตลอดชีวิตดีกว่า

เที่ยวกับเพื่อน พาเพื่อนเที่ยวมันมีรสชาติที่คล้ายคลึงกัน เพราะวัยไม่ต่าง จะกินอะไรก็กินง่าย ไม่บ่น และไม่ยุ่งยาก
แต่กับเด็กและผู้ใหญ่ ฉันไม่ไหวเลยอ่ะ คนนี้ทานอันโน้นไม่ได้ คนนี้จะทานอันโน้น วุ่นวายตีกันเป็นห่วงโซ่หลายห่วงเลย
ทำให้ฉันคิดว่าเข้าร้านอาหารผิด อากาศร้อนๆเข้ามาอีกยิ่งทำให้ฉันคิดว่าฉันวางแผนการเดินทางเที่ยวผิดอีก ยิ่งคนแต่ละคนค่อนข้างรู้จักเลือกของนัก นี่ก็ไม่เอา โน้นก็ไม่เอา แพงเกิน(ปกติทั้งตลาดราคาก็อย่างนั้น) จะเอาของดีราคาถูก ยิ่งทำให้ฉันต้องช่วยต่อรองราคาจนน่าอายหมด(ผ้าอย่างนั้นอยู่มาสามปีแล้ว ก็ราคานั้นแหละ จะต่อยังไงราคาคงไม่ลงหรอก!) แต่พวกเขาก็ไม่ได้ซื้ออะไร จึงเป็นเครื่องหมายยืนยันให้ฉันรู้สึกว่าวันนี้ "ฉันบกพร่องหน้าที่ของตัวเองอย่างมาก" ไม่น่าเลยเจ้ากุ๊ก เจ้าน่าจะอยู่รับงานนี้!

Sunday, May 31, 2009

การสื่อสารกับโลกที่เรียกว่า"อีกภพหนึ่ง"








เดือนก่อนระหว่างเดินทางกลับจากโรงเรียน ระหว่างทางเห็นการประกอบพิธีของชาวอินเดียกลุ่มหนึ่ง มีผู้หญิงสี่ห้าคนลุกๆกราบๆราบกับพื้นถนน มีผู้หญิงอีกสองคนถือถังน้ำแล้วราดลงบนตัวของหญิงที่นอนกับพื้น พร้อมกับโรยขนมตามตัวของผู้หญิงที่นอนกับพื้น ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างวิ่งกันมาเก็บขนมนั้นกินกัน ดูเหมือนขนมนั้นจะเป็นสิ่งมงคล ท้ายขบวนจะมีกลองสองกลองห้อยอยู่ที่ตัวของผู้ชายสองคน คอยตีเป็นจังหวะๆที่ไม่น่าฟังเลย มีแต่สร้างความหนวกหู ตอนแรกฉันไม่กล้าถ่ายรูปเลย เพราะคิดว่าเป็นการเรียกร้องขอความช่วยเหลือเรื่องน้ำจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนนั้น ขบวนแล้วขบวนเล่าก็ยังมีอีก เลยถามคนผ่านทางคนหนึ่ง ได้ผลมาว่า เป็น "Sinto Rama Puja" หรือพิธีบูชาเทพพระเจ้าสินโทรามของอินเดีย

การประกอบพิธีนี้กระตุ้นให้ฉันพึงนึกถึงการประกอบพิธีกรรมของม้งเรา เสียงกลองในขบวนนั้นสะกิดให้นึกถึงการตีกลองในงานศพ เสียงกระดิ่งที่ถูกกลบโดยเสียงกลอง หวนให้นึกถึงเสียงแคนในงานศพ และเสียงของเครื่องมือดนตรีที่Shaman(คิดว่าคำนี้น่าใช้กว่า)ใช้ในการสื่อสารกับอีกภพหนึ่งเวลาที่อัวเน้ง
สิ่งหนึ่งที่ฉันเฝ้าติดตามการคิดของตัเองตอนนี้คือ การสื่อสารของคนในโลกนี้กับสิ่งที่เราคิดว่าอยู่อีกโลกหนึ่งนั้นทำไมต้องมีการสื่อสารด้วยเสียงที่อึกทึกดังลั่นราวกับปลุกทัพให้สู้ศึก??

คำตอบที่ไม่ได้กรองมาก่อนบอกเพียงว่า ตามกฎของหยินและหย่างแล้ว เมื่อโลกของเราเงียบแล้ว โลกอีกโลกหนึ่งต้องฮึกเหิม
ฉะนั้นการที่จะติดต่อกับลกนั้น เราต้องสื่อสารกันด้วยเสียงที่ดังๆอย่างนั้น ในทางกลับกัน ผู้เป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิืเองก็สื่อสารกับเราด้วยความเงีบย จนเราไม่รับรู้ถึงการอยู่ร่วมของสิ่งเหล่านั้นเลย ที่เป็นอย่างนั้นอาจเป็นเพราะเพื่อการดำเนินการทางธรรมชาติที่เท่าเทียมกัน ฟ้าที่ได้จากการทอของเก๊าจั๊วมันผืนเล็กไปไม่สามารรถครอบคลุมพื้นดินทั้งหมดได้ พื้นดินจึงถูกดึงเข้าให้เป็นขุนเป็นเขาเพื่ออะไร....เพื่อความเท่าเทียมกันและการดำเนินการต่อไป

Friday, May 29, 2009

พยายามเข้าใจโลก


โลกนี้แคบเกินไป-------->โลกทางความคิด
โลกที่ยิ่งใหญ่กว่าโลกนี้รอเราอยู่------>ไม่มีโลกไหนยิ่งใหญ่กว่าโลกนี้แล้ว

โลกที่ฉันอยากไปเที่ยว------>โลกของแต่ละคน
โลกที่ไม่มีใครอยู่--------->โลกของเด็กน้อยคนคนหนึ่งเอง

ในกระบวนการพยายามเข้าใจสิ่งสิ่งหนึ่ง
ได้เพียงนำความรู้สึกมาวัดความเข้าใจของสิ่งนั้น
ผลที่ตามมาสามารถมีได้100,50,และ0

การไม่เข้าใจตัวเอง..จะเป็นไปไม่ได้
เพราะตัวเราเข้าใจตัวเราดี แต่ ณ เวลานั้นที่เรามักพูดออกมาโดยไม่มีความรู้สึกว่า
"ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ" หากเรารู้ว่าเราไม่เข้าใจตัวเอง นั่นแสดงว่าเราเข้าใจตัวเองแล้ว


การเข้าใจผู้อื่นจะเป็นไปได้อย่างไร หากเราไม่เข้าใจตัวเรา... เข้ามาหาตัวเองเสียหน่อยดีไหม?
เพื่อวันหน้าตัวเราจะได้เข้าใจคนอื่นๆมากขึ้นๆ...

โลกของความแตกต่างไม่ได้ได้แต่สร้างสีสัน สร้างความวุ่นวาย ความโหดหร้าย แต่ยังสร้างชั้นบรรยากาศที่แตกต่างของจิตใจคนเรา จะน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง....นั่นคือฉันพยายามใช้ความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการพยายามเข้าใจสิ่งรอบตัว ไม่รู้จะได้ผลลัพท์เท่ากับเท่าไหร่

Sunday, May 17, 2009

ชายบัญชา หญิงน้อมรับเพื่อเพชรเม็ดงามหรือ?




เพราะเราเชื่อว่าผู้ชายคือไฟ ผู้หญิงคือถ่าน ผู้ชายเกิดมาพร้อมกับกับสิ่งที่มีพลังอำนาจ ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับความอ่อนน้อม และเพราะเหตุนี้เสียงจึงเหมาะกับผู้ที่สามารถเป็นผู้นำได้นั่นคือผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็คงเกิดมาพร้อมกับความสงบเงียบที่พร้อมจะตาม หากไม่มีคนตาม ก็หามีหัวหน้าไม่ หากไม่มีคำว่าผู้นำ เราจะมีคำว่าผู้ตามหรือ?

ความเชื่อของของคู่กันนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของความเป็นจริง เรื่องที่เป็นจริงมีบ่อเกิดอยู่สองแห่งคือ งานการสร้างของธรรมชาติและการสร้างของมนุษย์ เรื่องที่ธรรมชาติสร้างมามักจะเป็นสิ่งคู่กันเสมอๆ แต่สิ่งสองสิ่งนี้อาจปรากฎอยู่แยกกันคนละที่ก็ได้ หรืออาจรวมอยู่ในรูปรูปหนึ่งก็ได้ แต่มีผลให้กันและกันเสมอ...ความรักและความเกลียดแยกกันอยู่ต่อเมื่อใจเรารักหมดใจและเกลียดถึงกระดุกดำ ไม่ฉะนั้นความรักและความเกลียดจะปรากฎอยู่ในที่ที่เดียวกัน

แต่ความสนใจของข้าพเจ้าในวันนี้ เพียงแค่ต้องการดูเฉพาะสิ่งสองสิ่งนี้ที่ขัดกัน แต่มีความลงตัวอยู่ในตัวของมัน นั่นคือ การทะเลาะเบาะแว้งของสามีภรรยา แม้ผู้เป็นสามีจะทุบ จะตี หรือจะเตะ แต่ภรรยาทำได้แค่รับรู้ความเจ็บปวด ความเสียใจ และฝึกความอดทนของร่างกายและจิตใจ ดูเหมือนคำต่อว่าไม่มีหยุดของสามีช่วยกลบกลืนเสียงของภรรยาได้เป็นอย่างดี ทำให้ข้าพเจ้าพึงคิดในใจอย่างไม่พอใจว่า "ผู้เป็นเจ้าของเราได้ให้ผู้ชายพกสิบปากมาด่าว่าภรรยาของตัวเองหรือ? แล้วทำไมไม่โยนทิ้งสักอันหนึ่งให้ภรรยา เพื่อมาถามหาความยุติธรรมเสียบ้างล่ะ!!" แม้จะหาความถูกต้องไม่ได้ แต่การเงียบของภรรยาจะช่วยให้ผู้ชายก็จะหยุดเอง แต่หากภรรยามีคำโต้เถียงสวนทางกลับไปบ้าง แน่นอนว่าแม่ยายต้องบอกว่าได้ลูกสะไภ้ไม่ดี เรื่องราวจะไม่จบเป็นแน่ เหตุนี้หญิงบ้านหญิงเรือนหลายๆคนที่มีคุณสมบัติของสะไภ้ดีในแบบฉบับของมาตรฐานม้ง แม่ศรีเรือนม้งตัวจริงจึงไม่หาความยุติธรรมให้ตัวเองเลย และจะไม่นำเรื่องให้คนนอกช่วยรับรู้ทั้งนั้น แม้จะลำบากใจมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งแต่รู้เรื่องมาจนรักเรียนต้องพลอยแอบซ่อนมีด ซ่อนเคียว และซ่อนขวานให้ไกลจากมือของพวกผู้ชายรอบตัวในยามที่รู้ว่ามีปัญหา การเอาอุปกรณ์พวกนี้ออกไปพักงานนอกบ้านบ้างจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เด็กคนหนึ่งจะพอรับมือช่วยเหลือได้สถาณการณ์ ข้าพเจ้าเห็นเหตุการณ์เหล่านี้หลายต่อหลายคู่ทั้งที่ใกล้ตาและไกลตัว จนเป็นที่น่าจดใส่ใจสำหรับข้าพเจ้ามาตลอดว่า "การแต่งงานได้ขโมยอะไรบางอย่างของผู้หญิง และได้ลดสิทธิของผู้หญิงไป" คุณแม่หลายๆสอนเสมอว่า "แม้้เราจะถูก แต่อย่าไปพูดเลย ปล่อยให้เป็นไปตามที่ผู้ชายทำ แล้วเรื่องจะดีเอง หากเราไปต่อล้อต่อคำอีก เดี๋ยวเรื่องจะยิ่งเละและยิ่งยาว"

ข้าพเจ้าควรที่จะเรียกคุณแม่ที่ยอมทนยอมอยู่อย่างนี้ว่าอย่างไรดี ข้าพเจ้าควรที่จะยึดถือพวกเขาเป็นแม่แบบหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆแล้วแต่คุณทราบไหมว่า คุณพ่อและคุณแม่ของครอบครัวหนึ่งในกลุ่มนั้นได้เป็นคุณพ่อและคุณแม่ดีเด่นในภายหลังแล้ว
ข้าพเจ้าจึงคิดว่าสงสัยฟ้าลิขิตให้เราแต่ละครอบครัวขัดกันก่อน ขัดเพื่อให้ได้เพชรเม็ดงาม

อย่างไรก็ตามแม่เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วนานนับปี แต่ภาพต่างๆเหล่านั้นยังไม่จางหายจากข้าพเจ้า เหมือนกับความบอบช้ำของจิตใจของคุณแม่เหล่านั้นในวันนี้ที่ยังรักษาไม่หายแม้จะกลายเป็นคุณยายหรือคุณป้าไปหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้แต่เจ็บลึกๆไปพร้อมๆกับคุณแม่เหล่านั้นจนถึงวันนี้ จึงได้เขียนบทความเรื่องนี้สอบถามความก้าวหน้าในชีวิตคู่ของม้งเรา หากในวันนี้การมีชีวิตคู่้ของม้งเราได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ข้าพเจ้าคงต้องกลับมาเปลี่ยนใจ เพื่อรอรับคู่ขวัญของข้าพเจ้าแล้วล่ะ

Monday, May 4, 2009

พี่ชายรักน้องสาวและน้องสาวรักพี่ชาย

เมื่อห้าปีที่แล้ว...ตอนนั้นฉันจะเด็กเกินไปที่จะเข้าใจว่าทำไมคุณย่าฉันถึงเอาเสื้อผ้าและน๊งหย่งไปให้กับน้องชายของย่า เสื้อผ้าพวกนั้นเป็นเสื้อผ้าที่น่ากลัวมากสำหรับฉัน มีลักษณะไม่เหมือนที่เราใส่ไปเล่นปีใหม่กัน แต่มีสีสันซีดๆจืดๆลักษณะเหมือนกับเสื้อผ้าที่คุณลุงคนหนึ่งใกล้บ้านฉันเขาสวมนอนอยู่ใต้หิ้งในบ้านหลังนั้น....ภาพนี้ทำให้ฉันเข้าใจได้โดยง่ายๆว่า น๊งหย่งผืนนั้นคุณย่าเขากำลังทำให้กับคุณลุงที่ฉันค่อนข้างกลัวมากตั้งแต่เด็ก เพราะคุณลุงนี้พูดไม่ได้ แต่อัฉริยะมากเลย ท่านนอกจากจะยิงหน้าไม้ข้างๆบ้านฉันไม่เว้นวันหยุดแล้ว ยังทำธนูและทำไม้กวาดเป้นหลักด้วย

แค่นึกถึงว่าผ้าผืนนี้จะเอาไปใช้งานอะไร ฉันก็กลัวไม่กล้าถามต่อแล้ว....แต่ตลอดระยะเวลาฉันพกพาความสงสัยนี้อยู่กับตัวเสมอ
คนเสียชีวิตคนแ้ล้ววคนเล่า สองครั้งของปีที่แล้วที่ฉันกลับบ้าน มีผู้ชายที่แซ่เดียวกับคุณย่าไม่มีน้องสาวหรือพี่สาว...เค้ายังต้องมาขอให้ย่าไปเป็นผู้แทนน้องสาวหรือพี่สาวของคนคนที่เสียชีวิตเลย ครั้นคุณย่าจะไปร่วมงาน เขาก็พกน๊งหย่งไปอันหนึ่งติดมือไปด้วย ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นไปทำไม เห็นที่ศพลูกหลานเค้าก็มีใส่ให้เยอะแยะแล้วนิ คิดลึกๆคิดเรื่อยๆเลยมาคิดมาถึงวันนี้ การมีพี่ชายหรือน้องสาวสักคนคงต้องสำคัญแน่ๆ ไม่อย่างนั้น ย่าของเราคงไม่ได้ไปเป็นผู้แทนแน่ๆ

.เรื่องของการเสียชีวิตเป็นเรื่องที่ฉันไม่อยากได้ยินนัก เลยไม่อยากถาม...เก็บเอาไว้และเก็บเอาไว้โยงใยเล่นๆสร้างความสัมพันธ์ประกอบเป็นความคิดใหม่อีกหนึ่งความคิดที่น่าจะเป็นไปได้

เท่าที่ได้ไปกินข้าวบ้านศพมาตั้งแต่เด็กจนป่านี้ ในระหว่างที่รอข้าวกิน เราก็จะเห็นกิจกรรมต่างๆที่ประกอบขึ้นในงานศพแล้วหลายต่อหลายครั้ง จึงมีความคิดไปเองว่า ที่คุณย่าต้องปักน๊งหย่งให้พี่ชายของย่าคนนั้นก็ไม่ต่างจากการที่ย่าไปเป็นตัวแทนในฐานะน้องสาวให้ลุงคนนั้นที่ไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา

ในงานศพคืนนั้นของญาติฉัน พ่อให้คำตอยมาว่า"หากพี่ชายหรือน้องชายเสียชีวิต ในคืนที่มีการเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถออกมาพูดถึงหนี้สินที่ผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ได้จ่าย เข้าใจง่ายๆเลยก็คือว่า ลูกหนี้สามารถไปทวงได้ในคืนนั้นเท่านั้น หากทวงหลังจากนี้ จะถือว่าเป็นโมฆะ" ทำไมเราต้องมีขั้นตอนในการจ่ายหนี้สินนี้คืนด้วย? คิ้วฉันกระโดดขึ้นทำท่างงๆไม่พูดอะไรจนพ่อต้องขยายความต่อว่า "เพื่อให้ผู้เสียชีวิตไปอย่างไม่ติดหนี้ติดสินอะไร ชีวิตจะได้อยู่เป็นสุข" ในขั้นตอนของการตรวจสอบนี้นี้มีผู้คนล้อมวงตะโกนกันลั่นให้คนมาทวงกันในเวลานั้นๆ งานชิ้นสุดท้ายของการตรวจเชคนี้ ดูเหมือนจะเป็นงานของผู้เป็นน้องสาวหรือพี่สาวของผู้ตายที่จะต้องตรวจสอบว่า พี่ชายของไม่ติดหนี้อะไรอีกแน่นะ

ในกรณีที่น้องสาวเสียชีวิต พี่ชายเองก็ต้องตรวจดูเช่นกันว่าน้องสาวของตัวเองไม่ติดหนี้อะไรก่อนที่จะไปสู่อีกภพหนึ่ง หากน้องสาวเป็นสะไภ้ที่ไม่ดีพอ พี่ชายจะต้องฆ่าหมู ฆ่าวัวทำพิธืให้น้องสาวเพื่อทำปลดปล่อยให้เค้ารอดพ้น ทั้งนี้เพื่อวิญญาณของน้องสาวคนนี้ถึงจะได้เป็นบรรพบุรุษคนหนึ่งของผู้ชายที่เขาไปแต่งานด้วยอย่างจริงๆ และแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถกลับมาจุติใหม่ได้ตามความเชื่อของม้งๆเรา

หากไม่มีการเชคอย่างนี้ สามีฝ่ายหญิงอาจไม่ทำพิธีบางอย่างให้ฝ่ายหญิงก็ได้ ฉะนั้นด้วยความกลัวว่า ไหนๆน้องสาวเราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของตัวเองแล้ว น้องสาวเขาจำเป็นที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของสามีเขา ถ้าไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ได้ไปอยู่ในสายเลือดบรรพบุรุษใดๆในความเชื่อของม้ง จึงกลายมาเป็นธรรมเนียมในการปฏิบัติไปอยู่เรื่อยมา

สิ่งเล็กน้อยๆนี้ได้ถูกแฝงอยู่ในเรื่องพิธีกรรมอย่างเรียบเนียนเป็นผืนผ้าโน๊งหยง จนยากสำหรับคนอย่างเราที่จะเข้าใจและสามารถแยกแยะออกมาเป็นสัดเป็นส่วนของความรักของพี่น้อง หรือเป็นเพียงแค่ความเชื่อ จารีต หรือประเพณี

ฉันมีความรู้็สึกว่าการปักน๊งหย่ง การฆ่าสัตว์ทำพิธี และการตรวจสอบหนี้สินให้กับผู้เป็นพี่ชายหรือน้องชายมีความหมายเช่นกันกับการที่พี่ชายทำให้น้องสาว ฉันจึงคิดว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบ แต่เป็นความรักระหว่างพี่น้องที่จะต้องดูแลกันละกัน

ทุกวันนี้ฉันยังคงเห็นพี่ัรักน้อง น้องรักพี่เพียงแค่มีน้ำตาตกหน้าศพ ปากร้องโหๆๆๆๆอยู่หน้าศพ และตาซ้ายตาขวาคอยดูว่ามีคนเห็นเราร้องหรือเปล่า....อย่างนี้แล้วเป็นความรักหรือ?

มาพูดถึงความรักของพี่น้องม้งที่มีต้อพี่น้องม้ง...หวังว่าคราใดที่ครอบครัวฉันไหนไปเยี่ยมคนไกลๆจะได้บ้านพัก ได้ข้าวลงท้อง เพราะเพียงความเป็นพี่น้องม้ง

หากใครมาบ้านนี้ล่ะก็ แน่นอนว่าถ้าหากคุณถือพาสพอร์ทความรักม้งมาด้วยล่ะก็ อย่างน้อยก็ได้น้ำดื่ม...และไข่สักฟองก็คงไม่มีทอดให้แขกของฉันทานเลย....แต่วันนี้ซิ เท่าที่เดาเอาก็คงนับไม่ถ้วนแล้วว่า "มีกี่หลังคาเรือนแล้วที่ทอดไข่ให้แขกรับประทาน".....เราคงต้องเรียนรู้กันเรื่องใข่อีกเยอะเลยว่าม่า...ว่าทำไมเราถึงไม่เตรียมใข่ให้แขกรับประทาน ทั้งๆที่มีสารอาหารสูงๆอยู่

(ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่รู้จักการสะกดโน๊งหย่งเป็นภาษาม้ง..เลยขออนุญาติใช้ภาษาไทยเลยนะคะ ช่วยสะกดให้หน่อยนะคะ เดี่ยวจะแก้ให้วันหลัง...จักขอบพระคุณมากเลยค่ะ)

ประโยคน่าคิด



ประโยคน่าคิดๆ คัดสรรนำมาฝากกันในวันนี้นะคะเพื่อนๆ

1.Dynasties rise ,people suffer;
Dynasties fall,people die.

โดย..Sam Hamill จากหนังสือ world Poetry,Chinese poetry หน้า 502

2."Nothing is more beautiful than truth except truthful living"

3.สาเหตุนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตดับใช่ไหม..."ตายเร็ว ตายช้าขุ้นอยู่กับความใสสะอาดของจิตเรา"

Saturday, March 28, 2009

เพราะเจ้าเกิดเป็นม้งนี่เอง



เสียงเพลงเพลงหนึ่งเพราะๆค่อยๆดังมากระทบหูอย่างเป็นจังหวะๆบรรยายถึงชีวิตของม้งพี่น้องม้งได้อย่างน่าสงสาร ม้งจบชีวิตลงเต็มตามหุบเขามรมากมาย
น้ำเลือดไหล่หลังเป็นธารน้ำตก เพราะไม่มีแผ่นดิน เลยถูกเป็นอย่างนี้ จะมีไหมความยุติธรรม
ชาตินี้คงตายตาไม่ลืมตา เพราะเกิดมาเป็นม้ง ....

มีสายตาแดงๆคลอเบาๆพอเป็นจังหวะๆเหมือนกับว่าฉันกำลังยืนดูสายน้ำเลือดของม้งที่ไหล่ตามสายแม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำโขง และห้วยเล็กห้วยน้อยในป่าเขาที่พวกเราอาศัยอาศัยอยู่
สะดุดคิดเพียงเพราะ "เกิดผิดมาเป็นม้ง"

ใช่เพราะเกิดมาผิดจริงๆที่เกิดมาเป็นม้ง แม้พี่น้องม้งที่บ้านโดนส่วนใหญ่แล้วได้รับและมีสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปแล้ว
แต่ในเมื่อสังคมบางสังคมยังไม่ให้ความเป็นธรรมกับม้งบางส่วนเลย ฉันเองก็เลยน้อยใจอยู่ หากให้พี่น้องม้งเหล่านี้เกิดได้ จะไม่ให้เกิดเป็นม้งอีกต่อไป จะเปลี่ยนสายเลือดให้เค้าทันที เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอย฿่ที่ดีขึ้น เพราะการมีชื่อว่าม้งนี่เอง ที่ทำให้เค้าต้องแบกชีวิตที่ลำบากอย่างนี้...หากเกิดเป็นม้งแล้ว ไม่ได้รับและมีสิทธิใดๆเท่ากับคนทั่วๆไป เขาดหล่านี้ไม่ควรเลยที่จะเกิดมาเพราะเพื่อจะมาใช้คำแค่คำเดียวในชีวิตของเขา แค่ชื่อว่า"ม้ง" แค่ชื่อนี้ก็ผิดไปแล้ว จะหาความยุติธรรมได้จากที่ไหนเล่า?

เราจะทำอย่างไรให้บ่อน้ำตาของเราแห้งขอด เราควรจะทำอย่างไรให้สายน้ำเลือดของพี่น้องแยกออกจากน้ำ หยุดไหลตามสายน้ำ น้อยน้ำใหญ่

เราจะทำอย่างไรให้ปีใหม่ของเราเป็นปีใหม่ของเราจริงๆ จะทำอย่างไรให้การทักทายของผู้คนเป็นเสียงเอื้อนๆเรียกว่าหลู่ซ่ะ เสียงทักทายของใบไม้ดังเพราะพริ้งแทงแก้วหูสื่อเป็นภาษาให้คนอีกฝั่งหนึ่ง หลู่ป้างฝััวะดังก้องของพ่อสอนลูกหลานตามไร่สวน หลู่จัวะ(นิทาน)ของแม่กล่อมลูกๆนอนทุกค่ำคืนในบ้านที่อบอุ่น และแล้วฉันจะทำอย่างไร เมื่อแคนของปู่ฉั้นเริ่มไม่มีใครมาซื้อแล้ว

เด็กม้งอย่างเราเสียใจจริงๆที่เกิดมาช้าเกินไป จึงไม่ได้มีโอกาสสัมผัสความเจ็บปวดของม้งที่ร้ายแรงมากกว่านี้ พอมาเจอเจอแค่ข่าวคราวในเวปม้งโอเค และเสียงเพลงกระทบที่โหลดมากระทบหู เลยเกิดอาการอย่างนี้ง่ายเกินไป